วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

ความนำ ของ พระธรรมบท




ธรรมบท โดยรูปคำ แปลว่า บทธรรม หรือข้อธรรม เป็นชื่อหมวดธรรมคัมภีร์หนึ่งใน ขุททกนิกาย สัตตันตปิฎก ซึ่งท่านแบ่งออกเป็น ๑๕ คัมภีร์ ธรรมบทเป็นคัมภีร์หนึ่ง นับเป็นลำดับที่ ๒ ใน ๑๕ คัมภีร์นั้น ธรรมบทเป็นพระพุทธพจน์ทั้งคัมภีร์ ท่านประพันธ์เป็นสำนวนร้อยกรอง คือเป็นคาถาล้วน เพราะมีสำนวนเป็นคาถาล้วนนี้ ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาวินัยปิฎก ตอนพาหิรนิทาน ท่านจัดเข้าในหมวดคาถา ซึ่งเป็นหมวดหนึ่งในนวังคสัตถุสาสน์  คือคัมภีร์ที่ท่านแบ่งพระพุทธพจน์ออกเป็น ๙ คาถา เป็นลำดับที่ ๔ ในองค์ ๙ นั้น ในขุททกนิกายที่อ้างข้างต้น ท่านแบ่งธรรมบทออกเป็น วรรค ได้ ๒๖ วรรค มี ยมก วรรค เป็นต้น มี พราหมณวรรค เป็นที่สุด แต่ละวรรคมีจำนวนคาถาไม่เท่ากัน ในยมกมรรค มี 20 คาถา มีคาถาว่า

มโนปุพพังคมา ธัมมา
มโนเสฏฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏเฐนะ
ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นัง ทุกขมันเวติ
จักกังวะ วหโต ปทัง.

เป็นต้น รวมทั้ง ๒๖ วรรค มีคาถา ๔๒๓ คาถา และในแต่ละวรรค ยังมีเรื่องประกอบเพื่อความแจ่มแจ้งของพระพุทธพจน์นั้นๆ แต่ละวรรค เรื่องก็มีไม่เท่ากัน ในยมกวรรคมี ๑๔ เรื่อง มีเรื่องพระจักขุบาลเถระ เป็นต้น ในอรรถกถาธรรมบท หรือ ธัมมปทัฏฐกถา ท่านใช้คำว่า จักขุปาลเถรวัตถุ แปลกันว่า นิทานพระจักขุบาล หรือ เรื่องพระจักขุบาล รวมทั้ง ๒๖ วรรค มี ๓๐๑ เรื่อง

ข้อธรรมที่เรียกว่า “ธรรมบท” นั้น แปลตามคาถาที่ยกไว้ข้างต้นว่า 

“สภาวธรรม มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จด้วยใจ ถ้าใจชั่ว ทำก็ชั่ว พูดก็ชั่ว คิดก็ชั่ว เมื่อทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว เขาย่อมได้ชั่ว เหมือนล้อเกวียนตามกระทบเท้าโคที่ลากเกวียนไปฉะนั้น”

เรื่องพระจักขุบาล เป็นตัวอย่างของอกุศลบทนี้ ท่านเล่าว่า พระจักขุบาลองค์นี้เป็นหมอยา รักษาโรคตาให้แก่หญิงคนหนึ่ง โดยที่หญิงคนนั้นให้สัญญาว่า ถ้ารักษาหายจะยอมเป็นทาสรับใช้ ท่านให้ยาหยอดตาเพียงครั้งเดียว โรคหาย หญิงคิดจะไม่ยอมตามตกลง จึงแกล้งบอกว่าไม่หาย  ทำมารยาจนหมอรู้ หมอโกรธเลยให้ยาหยอดตาบอดเลย ท่านบวชแล้ว ทำความเพียรอย่างแรงกล้า ไม่ยอมนอนถึง ๓ เดือน ตาก็บอด แต่ท่านได้บรรลุพระอรหัต เป็นพระอรหันต์ประเภทสุกขวิปัสสก ไม่ได้ปฏิสัมภิทาไม่แตกฉานในข้อธรรม ท่านเป็นตัวอย่างของพระอรหันต์ผู้ปฏิบัติลำบาก และได้บรรลุธรรมช้าดังนี้(ดู จักขุบาลประกอบด้วย) ก.บ. (คัดจาก สารานุกรมไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๑๔ หน้า ๙๑๑๒ – ๙๑๑๔)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น