ยมกวรรค หมวดคาถาคู่
พระคาถาที่ ๑
มโนปุพพังคะมา ธัมมา
มโนเสฏฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏเฐนะ
ภาสติ วา กโรติ ว่า
ตโต นํ ทุกขมันเวติ
จักกัง วงะ วหโต ปทัง.
คำแปล
คำแปล
ใจมาก่อนทุกสิ่ง ใจประเสริฐสุด ทุกสิ่งสำเร็จจากใจ หากมีใจชั่วเสียแล้ว
จะพูดหรือจะทำ ก็พลอยชั่วไปด้วย เมื่อพูดชั่วทำชั่วไว้แล้ว ก็จะมีทุกข์ตามตัวไป
เหมือนกับล้อเกวียน หมุนตามรอยเท้าโค.
นิทานย่อ
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งชื่อ จักขุปาล มีศรัทธาในพระศาสนา
ได้ออกบวชเป็นพระภิกษุ บำเพ็ญธรรมคร่ำเคร่ง จนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
แต่ต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้าง
กลายเป็นพระอหันต์ตาบอดตั้งแต่วันที่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์นั่นเอง
อย่มาวันหนึ่งพระจักขุปาลออกเดินจงกรม(เดินไปมาโดยมีสติกำกับ)
ตามกิจวัตร เท้าของท่านได้เหยียบย่ำแมลงเม่าตายเป็นจำนานมากโดยมิได้มีเจตนา
เมื่อพระอาคันตุกะพวกหนึ่งไปเยี่ยมเห็นเข้าก็ได้นำเรื่องนี้ขึ้นกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
พระจักขุปาลกระทำปาณาติบาต(ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป) แต่ทว่าพระพุทธองค์มีพุทธาธิบายว่า
พระจักขุปาลได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว
ท่านจึงฆ่าสัตว์เหล่านั้นตายโดยมิได้มีเจตนา
พวกพระที่นำเรื่องไปกราบทูลต้องการจะทราบถึงสาเหตุที่ทำให้พระจักขุปาลต้องมาตาบอดในชาตินี้
พระพุทธองค์จึงได้นำอดีตชาติของพระจักขุปาลมาทรงเล่าให้ฟังว่า
ในอดีตชาติพระจักขุปาลนี้เคยเป็นจักษุแพทย์
ได้ให้ยาหยอดตาแก่หญิงยากจนคนหนึ่งเพื่อรักษาดวงตาที่บอดของนาง
หญิงนั้นให้สัญญาว่าหากตาของนางหายนางพร้อมกับลูกๆจะยอมเป็นข้าทาสของจักษุแพทย์
ผลการรักษามีประสิทธิผลเยี่ยมยอด หญิงตาบอดสามารถมองเห็นได้ แต่นางไม่ต้องการจะรักษาสัญญา
ได้แสร้งทำทีว่านางมีอาการทางตาแย่กว่าเก่า
ฝ่ายจักษุแพทย์ก็รู้ทันจึงแก้เผ็ดด้วยการให้ยาหยอดตาอีกขนานหนึ่ง เป็นยาผสมยาพิษ
ซึ่งเมื่อนางหยอดเข้าไปแล้วปรากฏว่าตาของนางได้บอดสนิทดังเดิม
ด้วยผลของอกุศลกรรมที่ทำให้หญิงแก่ตาบอดในครั้งกระนั้นนั่นเอง ได้ส่งผลให้พระจักขุปาลต้องกลายเป็นพระอรหันต์ตาบอด
เรื่องนี้เป็นการอธิบายกฎแห่งกรรมว่ามีลักษณะของการส่งผลต่อเนื่องไม่ขาดสาย
สามารถถ่ายเทจากชาติหนึ่งไปสู่อีกชาติหนึ่งและชาติต่อๆไปได้
ตราบเท่าที่บุคคลนั้นยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอยู่
แต่สำหรับผู้ที่ได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ปลอดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวงแล้ว
แต่ก็ยังต้องเสวยผลของเมล็ดพืชคือกรรมที่ตนได้หว่านไว้แล้วในอดีตชาตินั้นด้วยเหมือนกัน
พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายหาได้สั่งสมกรรมใหม่อีกไม่
เพราะท่านได้กำจัดรากเหง้าของกรรมคืออวิชชาและตัณหาได้เรียบร้อยแล้ว
แต่ท่านก็ยังเหมือนปุถุชนอื่นๆอยู่ตรงที่ไม่ปลอดพ้นจากผลกรรมดีกรรมชั่วในอดีตชาตินั้นๆ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น